10 สถานที่น่าเหลือเชื่อบนโลก ที่ไม่น่าจะมีอยู่จริง

คุณอาจเคยได้ยิน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก ซึ่งประกอบไปด้วย ภูเขาเอเวอร์เรสต์, แกรนด์ แคนยอน, น้ำตกวิคตอเรีย, แสงเหนือ, ท่าเรือของริโอ เดอ จาเนโร, ภูเขาไฟพาริคูติน และเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (แนวประการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก) แต่จริงๆ แล้วบนโลกใบนี้ ยังมีสถานที่ๆ น่าเหลือเชื่อ และมีความมหัศจรรย์อีกมากมายไม่แพ้กัน ซึ่งวันนี้เราขอหยิบ 10 สถานที่ๆ น่าเหลือเชื่อเหล่านี้ มาให้ได้ชมกัน

1. แม่น้ำชาเนย์-ทิมพิชกา, เปรู

ลึกลงไปในป่าอเมซอน ได้มีแม่น้ำแปลกๆ แห่งหนึ่งที่มีความยาวประมาณ 4 ไมล์ ที่ไม่เหมือนแม่น้ำใดบนโลก เพราะแม่น้ำแห่งนี้มีความร้อนเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตชนิดใดจะไปอาศัยอยู่ได้ โดยอุณหภูมิของน้ำจะอยู่ที่ 91 องศาเซลเซียส ซึ่งก็คือน้ำเดือดดีๆ นี่เอง

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าทำไมน้ำในแม่น้ำถึงร้อน เพราะโดยปกติแล้ว น้ำที่ได้รับความร้อนมักจะเกิดจากภูเขาไฟ แต่แม่น้ำแห่งนี้อยู่ห่างจากภูเขาไฟที่ใกล้ที่สุดถึง 700 กิโลเมตร ส่วนนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า น้ำร้อนของที่นี่เกิดจากรอยแตกใต้พื้นดินที่ส่งผ่านความร้อนขึ้นมาจากใต้พิภพ

2. ถ้ำโมวิล, โรมาเนีย

ถ้าที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโรมาเนีย โดยถ้ำแห่งนี้ไม่เคยสัมผัสแสงอาทิตย์มานานถึง 5.5 ล้านปี และมีบรรยากาศที่แตกต่างจากที่อื่นบนโลก เพราะถ้าคุณเดินเข้ามาในถ้ำแห่งนี้จะพบกับทะเลสาบที่เต็มไปด้วยกำมะถัน อากาศที่เต็มไปด้วยก๊าซพิษไฮโดรเจนซัลไฟด์ และปนเปื้อนด้วยระดับของคาร์บอนไดออกไซด์บนพื้นผิวถึง 100 เท่า

ส่วนที่แปลกที่สุดก็คือ ระบบนิเวศน์ในนั้นสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ข้างในถ้ำ นักวิจัยพบสิ่งมีชีวิต 33 ชนิดอยู่ข้างในโดยที่ไม่ได้ออกมาข้างนอกเลย พวกมันปรับตัวให้อยู่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกำมะถันได้อย่างเหลือเชื่อ

3. อุโมงค์น้ำตกเมดูซ่า, อังกฤษ

ในเมืองนาร์เรสโบโรห์ ทางตอนเหนือของยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ ได้มีสถานที่ๆ ได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างมาก ก็คือ อุโมงค์น้ำตกที่มีชื่อว่า Petrifying Well ที่มีลักษณะเหมือนกับใบหน้าของปีศาจ แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อไม่ใช่รูปลักษณ์ของมัน แต่เป็นเพราะน้ำที่ตกมาจากหน้าผาของที่นี่ จะเปลี่ยนทุกสิ่งให้กลายเป็นหิน ราวกับเวทมนต์ของเมดูซ่า

กระบวนการทั้งหมดจะกินเวลาประมาณ 3-5 เดือน ซึ่งคุณสามารถทิ้งของๆ คุณเอาไว้ใต้น้ำตกแห่งนี้ และรอจนกว่ามันจะกลายเป็นหิน ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาหมี หรือจักรยาน ในสมัยก่อนผู้คนเชื่อว่า นี่คือพลังของแม่มด แต่ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ได้ระบุว่าน้ำที่นี่มีแร่ธาตุสูงผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้แร่เหล่านั้นปกคลุมสิ่งของเอาไว้ โดยเป็นหลักการเดียวกับหินงอกหินย้อยภายในถ้ำ

4. ทะเลสาบคาราเชย์, รัสเซีย

ทะเลสาบที่ได้ชื่อว่ามีค่ากัมมันตรังสีสูงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มันเคยเป็นโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของสภาพโซเวียตมาก่อน และพวกกากนิวเคลียร์ทั้งหลายก็ถูกนำมาทิ้งลงในทะเลสาบแห่งนี้ จนกระทั่งในปี 1957 ได้เกิดการระเบิดภายในโรงงาน ส่งผลให้สารกัมมันตรังสียิ่งแพร่กระจายออกไปรอบทะเลสาบในพื้นที่ 23,330 ตารางกิโลเมตร

แน่นอนว่าการไปยืนอยู่ใกล้ทะเลสาบแห่งนี้เพียง 1 ชั่วโมง ก็สามารถเสียชีวิตได้ ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้ทำให้เชอร์โนบิล กลายเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับครอบครัวไปเลยทีเดียว

5. สวนใต้น้ำ, ออสเตรเลีย

ในประเทศออสเตรเลีย ได้มีสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่มีเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม มีม้านั่งให้คุณได้นั่งชิลๆ ในยามฤดูใบไม้ร่วง แต่ถ้าหากคุณไปในช่วงฤดูใบไม้ผลิ คุณอาจพบว่ามันไม่ใช่สวนสาธารณะแบบเดิมอีกต่อไป เพราะมันจะจมลงไปใต้น้ำจนกลายเป็นสวนใต้ทะเลแทน

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็เพราะว่า สวนแห่งนี้อยู่ใกล้กับเทือกเขา Hochschwab ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดช่วงฤดูหนาว และเมื่อหิมะละลาย น้ำจากหิมะก็จะไหลลงมาจนทำให้สวนแห่งนี้จมอยู่ใต้น้ำนั่นเอง

6. ต้นไม้คู่แห่งคาซอร์โซ, อิตาลี

ในแถบชนบทของแคว้นปีเอมอนเต ประเทศอิตาลี ได้มีต้นไม้ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนต้นไหนในโลก เพราะมันเป็นต้นเชอร์รี่ ที่เติบโตอยู่บนต้นมัลเบอร์รี่อีกชั้น

ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ชาวบ้านเชื่อว่า อาจจะเป็นนกที่คาบเมล็ดพันธุ์ของเชอร์รีมาวางไว้บนต้นมัลเบอร์รี่ จนมันถูกกลบฝังลงไป และเติบโตขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

7. แม่น้ำคาตาทัมโบ, เวเนซูเอลา

ทางตะวันตกของประเทศเวเนซูเอลา ได้มีแม่น้ำแห่งหนึ่งที่เกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าเหนือแม่น้ำอยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มของทุกคืน เฉลี่ยชั่วโมงละ 280 ครั้ง กินเวลาถึง 10 ชั่วโมง โดยใน 1 ปี จะมีฟ้าผ่าแบบนี้ถึง 260 วัน

มีหลายทฤษฎีที่ค่อนข้างซับซ้อน ที่พยายามจะอธิบายสาเหตุการเกิดของสายฟ้าเหล่านี้ แต่ในช่วงเวลาหนึ่งในปี 2010 จู่ๆ สายฟ้าเหล่านี้ก็สงบลงอย่างลึกลับ ไม่มีพายุใดๆ เกิดขึ้น แต่หลังจากนั้น 6 สัปดาห์ จู่ๆ สายฟ้าก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง และยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

8. ทะเลสาบเรืองแสง, ฮอกไกโด, ญี่ปุ่น

บนเกาะฮอกไกโด ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีทะเลสาบที่แตกต่างที่ไหนในโลก เพราะน้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีฟ้าเรืองแสงที่ส่องประกายระยิบระยับสวยงาม และถ้าคุณมองมันในมุมที่แตกต่างกัน คุณจะเห็นว่าน้ำในทะเลสาบแห่งนี้เปลี่ยนสีได้เป็นสีเขียวอย่างไม่น่าเชื่อ

แท้จริงแล้ว ทะเลสาบแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ โดยเป็นทะเลสาบจากเขื่อนในพื้นที่ แต่จริงที่พวกเขาไม่ได้สร้างก็คือสีของน้ำที่เรืองแสงและเปลี่ยนสีได้ โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สีของน้ำที่ไม่เหมือนใครนี้เกิดจากอนุภาคของอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ที่ปะปนอยู่ในน้ำ ส่งผลให้เกิดแสงสีฟ้าที่ผิดปกติ โดยอนุภาคดังกล่าวจะสะท้อนแสงสีฟ้าที่มาจากท้องฟ้า ยิ่งท้องฟ้าสดใสก็ยิ่งเห็นน้ำแห่งนี้สดใสมากขึ้น

9. หินระฆัง, เพนซิลวาเนีย, สหรัฐอเมริกา

บนยอดเขาแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลวาเนีย ได้มีพื้นที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยโขดหินแปลกๆ ไม่มีใครรู้ว่าทำไมหินเหล่านี้ถึงไปอยู่ที่นั่น ไม่มีหน้าผาที่ไหนใกล้เคียงบริเวณนั้นพวกมันจึงไม่ได้หล่นมาจากหน้าผาที่ไหน และชาวพื้นเมืองก็พบมันก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทุกคนเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ส่วนสิ่งที่แปลกที่สุดก็คือ หินเหล่านี้มีเสียงก้องกังวาล ไม่เหมือนหินปกติทั่วไป เพราะหากคุณลองนำโลหะมากระทบกับหินเหล่านี้ คุณจะได้ยินเสียงเหมือนนำโลหะมากระทบกัน เพราะมันจะมีเสียงก้องกังวาลอย่างไม่น่าเชื่อ

10. ภูเขาไฟ Kawah Ijen, อินโดนีเซีย

ภูเขาไฟแห่งในประเทศอินโดนีเซียแห่งนี้ อาจดูมหัศจรรย์ที่สุดในโลก เพราะมันได้ชื่อว่า ภูเขาไฟที่มีลาวาสีน้ำเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สีน้ำเงินที่เห็นมันไม่ใช่ลาวา แต่มันคือกำมะถัน ก๊าซกำมะถันที่ถูกเผาไหม้ จะเกิดเป็นเปลวไฟสีน้ำเงินและกลายเป็นกำมะถันเหลวที่ไหลลงไปตามภูเขาไฟ จนดูเหมือนเป็นทะเลลาวาสีน้ำเงินที่งดงาม

แน่นอนว่ากำมะถันทำให้อากาศในพื้นที่ดังกล่าวเป็นพิษ นักวิจัยและช่างภาพที่ต้องการเข้าไปในบริเวณใกล้เคียงจะต้องสวมหน้ากากป้องกันก๊าซเพื่อความปลอดภัย ส่วนคนงานที่ทำงานอยู่ในเหมืองกำมะถัน พวกเขาไม่ได้สวมหน้ากากใดๆ ถึงแม้พวกเขาจะทำงานอยู่ภายใต้ลาวาสีน้ำเงินที่งดงาม แต่นั่นส่งผลให้พวกเขาตายผ่อนส่งแบบช้าๆ

ที่มา : listverse